ผู้เยี่ยมชม
 45 คน ในวันนี้
 45 คน ในสัปดาห์นี้
 3949 คน ในเดือนนี้
 46835 คน ในปีนี้
 302673 คนทั้งหมด
2 คน ออนไลน์
 
useronline 10 สมาชิกเยือนล่าสุด
ยังไม่มี สมาชิกมาเยือน
 

การปลูกเลี้ยงดูแลกล้วยไม้รองเท้านารี

รองเท้านารี ถือเป็นกล้วยไม้ประจำถิ่นภูมิภาคเอเชีย พบการกระจายพันธุ์ในเขตอุบอุ่น และเขตร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย และในประเทศไทยซึ่งพบกล้วยไม้รองเท้านารีขึ้นอยู่ในป่าทั่วๆ ไป บางชนิดเกาะอาศัยอยู่ตามต้นไม้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินหรือซอกหินที่มีต้นไม้ใบหญ้าเน่าตาบทับถมกัน เจริญงอกงามในที่โปร่งไม่ชอบที่รกทึบ แสงแดดส่องถึง              การพิจารณาทำเลถิ่นปลูกรองเท้านารี

              ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศภายในที่แตกต่างหลากหลาย เช่น ระหว่างภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีความแตกต่างของความสูงเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลกำหนดความแตกต่างใน ด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและบทบาทการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลในแต่ละแห่ง กรณีที่เมืองไทยเป็นแหล่งกำเนิดรองเท้านารีถือว่าเรามีโอกาสดีมาก เพราะมีสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่เหมาะสมอยู่แล้ว

              สำหรับผู้ที่สนใจปลูกรองเท้านารี ควรพิจารณาหาพันธุ์กล้วยไม้ซึ่งเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่นมาปลูก เพราะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีที่ปลูกในภาคเหนือจะมีลักษณะและนิสัยแตกต่างไปจากพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับปลูกในภาคกลางและภาคใต้ หากมีเป้าหมายเพาะเลี้ยงรองเท้านารีเพื่อการผสมพันธุ์ เพื่อผลิตสายพันธุ์แท้ที่มีคุณภาพดีขึ้นรวมทั้งคัดเลือกลูกผสมที่มีลักษณะใหม่ๆ แปลกๆ และมีนิสัยเลี้ยงง่ายขึ้น ควรคัดต้นที่มีคุณลักษณะเด่นตามความต้องการ นำมาผสมเกสร เพาะเมล็ด และปลูกเลี้ยงลูกผสมซึ่งได้จากการเพาะ ให้เจริญงอกงามขึ้นมาในที่สุด ก็จะได้สายพันธุ์ที่มีคุณลักษณะเด่นตามความต้องการ เมื่อปลูกเลี้ยงจนถึงขั้นมีดอก ก็สามารถสืบทอดการคัดพันธุ์ได้ต่อไปอีก

              กล้วยไม้รองเท้านารีชนิดต่างๆ ที่น่าจะปลูกและให้ดอกได้ง่ายในช่วงเริ่มต้นการปลูกเลี้ยงใหม่ๆ ของภาคกลางและภาคใต้ของไทยคือรองเท้านารีที่มีแหล่งกำเนิดธรรมชาติอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลจากภาคกลางลงไปถึงภาคใต้และอาจข้ามเขตแดนเข้าไปสู่ประเทศมาเลเซียด้วย เช่น ขาวสตูล (Paphiopedilum niveum) เหลืองกระบี่ (Paphiopedilum exul) เหลืองพังงา (Paphiopedilum godefroyae) และเหลืองปราจีน (Paphiopedilum concolor) และอาจสืบเนื่องไปถึง รองเท้านารีในประเทศข้างเคียง ซึ่งมีแหล่งกำเนิดธรรมชาติที่มีสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน

              ส่วนรองเท้านารีที่สามารถนำมาปลูกเลี้ยงให้เจริญงอกงามและออกดอกได้ง่ายในสภาพแวดล้อมของภาคเหนือ ได้แก่ รองเท้านารีฝาหอย (Paphiopedilum bellatulum) คางกบ (Paphiopedilum callosum) สุขะกูล (Paphiopedilum sukhakulii) และชนิดซึ่งมีในประเทศลาว ตลอดจนในแถบประเทศจีนตอนใต้             

โรงเรือนสำหรับใช้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี

 

      

               การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารี หากหวังผลได้ที่มีคุณภาพจริงๆ ควรมีการพิจารณาสร้างโรงเรือนไว้เพื่อเก็บ รักษากล้วยไม้ด้วย โดยอาศัยส่วนหนึ่งในบริเวณเรือนกล้วยไม้ที่มีอยู่แล้ว หรืออาศัยมุมหนึ่งของบ้านที่ต่อเติมเล็กน้อย เพื่อให้แสดงแดดในมุมที่กระจายผ่านร่มเงาเข้าถึงได้พอสมควร

              การสร้างโรงเรือนสำหรับปลูกเลี้ยงรองเท้านารี มี 2 หลักการที่ควรได้รับการพิจารณาคือ ประการแรก เพื่อให้ต้นกล้วยไม้ได้อาศัยร่มเงา และเสริมแต่งความชื้นบรรยากาศให้มีลักษณะค่อนข้างสม่ำเสมอ เนื่องจากบรรยากาศท้องถิ่นเป็นเขตร้อน ประการที่สองการปลูกเลี้ยงรองเท้านารีในโรงเรือน สามารถควบคุมปริมาณและแรงจากน้ำฝน ช่วยป้องกันไม่ให้กล้วยไม้ต้องตกอยู่ในสภาพแฉะหรือชื้นมากเกินไป เนื่องจากกล้วยไม้รองเท้านารีโดยทั่วๆ ไป มีนิสัยค่อนข้างไวต่อการถูกกระทบโดยแรงของสายฝน หรืออยู่ในสภาพชื้นแฉะนานเกินควร

              ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติของไทยที่มีอากาศร้อน และชื้นโรงเรือนสำหรับปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีจึงควรทำหลังคาสองชั้น ชั้นบนเป็นหลังคาซึ่งมีไว้เพื่อกรองแสงแดดและความร้อนที่มาจากดวงอาทิตย์ อาจใช้ไม้ระแนงหรือตาข่ายกรองแสงก็ได้ ซึ่งมีผลช่วยกรองความร้อนจากแสงแดดในเวลากลางวัน โดยมีความสูงของหลังคาประมาณ 3 เมตร หรือเท่ากับเรือนต้นไม้ทั่วไป ส่วนชั้นล่างนั้น ใช้พลาสติกใสหรือแผ่นโปร่งแสง มุงป้องกันฝน ควรขึงพลาสติกใสไว้ใต้หลังคากรองแสงในลักษณะเอียงด้านหนึ่งหรือรูปหน้าจั่วเพื่อให้น้ำฝนไหลลงลักษณะเอียงด้านหนึ่งหรือรูปหน้าจั่วเพื่อให้น้ำฝนไหลลงด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านได้              อนึ่ง การขึงพลาสติกไว้ใต้หลังคากรองแสงแดดควรเว้นช่องว่างไว้ห่างพอสมควรให้กระแสลมสามารถโกรกผ่านระหว่างหลังคาสองชั้นได้ เป็นระบบช่วยลดความร้อนบริเวณที่เก็บต้นกล้วยไม้ซึ่งอยู่ใต้พลาสติกได้พอสมควรด้วย หากขึงพลาสติกไว้เหนือหลังคากรองแสงจะทำให้บรรยากาศภายใต้หลังคาสะสมความร้อนมากขึ้น ถ้ามีเรือนต้นไม้อยู่แล้ว อาจอาศัยพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งทำหลังคาพลาสติกบังฝนไว้ตรงส่วนนั้นก็ได้นับเป็นการทุ่นค่าใช้จ่ายด้วย

              สำหรับเรือนกล้วยไม้ซึ่งมีการปลูกกล้วยไม้ประเภทรากอากาศ และใช้วิธีการเก็บรักษาโดยการแขวนราว เช่น แวนด้า หวาย แคทลียา หากพื้นเรือนพอมีที่ว่างและสภาพการแขวนในส่วนบนไม่หนาทึบนัก อาจนำพลาสติกใสมาขึงทำหลังคาคล้ายเต็นท์ แล้วตั้งกระถางกล้วยไม้รองเท้านารีไว้บนพื้น ซึ่งในกรณีนี้ ต้องแน่ใจว่าที่พื้นปราศจากสภาพน้ำแฉะ และหากปูพื้นด้วยทรายและอิฐมอญหรือกระเบื้องกันอีกสิ่งหนึ่ง จำเป็นต้องเป็นบริเวณซึ่ง แสงสามารถกระจายได้ถึงอย่างพอเพียง ส่วนการรดน้ำและบำรุงรักษาก็จำเป็นต้องประณีตละเอียดเป็นพิเศษ สำหรับช่วงที่ไม่มีฝนตก และไม่มีการรดน้ำกล้วยไม้ซึ่งแขวนไว้ด้านบน ควรเปิดหลังคาพลาสติกออกให้ได้รับแสงแดดเพิ่มขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงของแต่ละวัน

 

เครื่องปลูกสำหรับกล้วยไม้รองเท้านารี

 

              

                กล้วยไม้รองเท้านารีตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่ที่พบขึ้นอยู่ที่บนพื้นดิน แต่หากพิจารณาให้ละเอียดพบว่าระบบรากกล้วยไม้สกุลนี้มิใช่รากฝอย แต่มีแกนรากเล็กผิวรากหนาและอวบน้ำ ที่ผิวมีขนละเอียด ซึ่งเป็นลักษณะรากที่ต้องการอากาศถ่ายเทโดยรอบมากพอสมควร กรณีที่ภายในผิวรากมีลักษณะอวบน้ำนั้น หมายว่า ไม่ต้องการน้ำมากและเปียกชื้นอยู่นานด้วย              หากพิจารณาสภาพพื้นที่ซึ่งพบรองเท้านารีในป่าธรรมชาติ จะเห็นว่ามีชั้นของใบไม้ผุ หินปูน ปกคลุมทับถมมาแล้วค่อนข้างหนาและระบบรากเจริญอยู่ภายในชั้นของใบไม้และหินผุหากมีพื้นปนทรายด้วย จะสังเกตเห็นว่าสภาพแวดล้อม เหนือพื้นดินมักมีบรรยากาศค่อนข้างแห้งในฤดูแล้ง หรือเป็นพื้นที่ซึ่งมีสภาพน้ำไม่ขัง เช่น บนพื้นหิน ซึ่งเป็นสถานที่ค่อนข้างโล่งแจ้ง หรือไม่ก็เป็นโพรงหินซึ่งฝนเข้าไม่ถึงโดยตรง บางครั้งก็พบว่าขึ้นอยู่ตามหน้าผาซึ่งมีองศาความลาดชันสูง แม้มีฝนตกหนักน้ำจะระบาย ไปได้อย่างรวดเร็วและมีกระแสลมโกรกทำให้แห้งได้รวดเร็วด้วย              การคัดเลือกเครื่องปลูกรองเท้านารี ควรยึดหลักการสำคัญ ดังนี้           

        1. เครื่องปลูก ควรสามารถระบายน้ำได้ดี ไม่อุ้มน้ำ แต่รักษาความชื้นไว้ได้ในระดับที่เหมาะสมกับความต้องการของรากกล้วยไม้           

        2. มีความทนทานได้นานพอควร เพราะช่วงหนึ่งของชีวิตต้นไม้ที่ต้องการปลูก ปลอดจากการปล่อยสภาพเป็นพิษออกมาให้แก่ระบบรากต้นไม้ ทำให้รากเสียหาย            

      3. มีลักษณะและคุณสมบัติเป็นอินทรีย์วัตถุประเภทใบไม้ผุหรือชิ้นส่วนของพืชที่พ้นจากช่วงปฏิกิริยาผุผังพอสมควรแล้ว เช่น ใบไม้ กาบมะพร้าว เปลือกถั่วลิสงย่อย เส้นใยต้นไม้ เช่น รากเฟิร์น รากตาล เป็นต้นหากประสงค์จะใช้ใบไม้ผุ ต้องเลือกใช้ใบไม้แห้งที่ผ่านการหมักและพ้นสภาพปฏิกิริยาผุเสียก่อน เพราะหากนำใบไม้แห้งมาหมักแล้วรดน้ำได้ไม่นานนัก จะเกิดปฏิกิริยาภายในกองใบไม้ อุณหภูมิภายในจะสูงขึ้นหากใบไม้แห้งผุขณะที่รากต้นไม้สัมผัสอยู่ รากต้นกล้วยไม้จะได้รับอันตราย              ศจ.ระพี สาคริก ได้ให้ข้อแนะนำเกี่ยวกับเรื่องเครื่องปลูกว่า ให้นำใบไม้แห้งมากองใสที่จำเพาะ อาจผสมมูลสัตว์เช่นขี้วัวเก่าๆ ลงไปเล็กน้อยรดน้ำเสมอๆ และคลุกเคล้าประมาณ 5 ถึง 7 ต่อครั้ง จนพบว่าอุณหภูมิในกองใบไม้หมักลดลงสู่ระดับปกติ สังเกตได้ง่ายๆ คือ ใช้มือสวมถุงพลาสติก สอดเข้าไปในกองเป็นช่วงๆ               สำหรับใบแห้งของพืชวงศ์ถั่วเช่นใบ ต้นก้ามปูหรือจามจุรีแห้งๆ ซึ่งร่วงเป็นฤดูกาล นำมาหมักเก็บไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ใช้ใส่ต้นไม้กระถางอย่างอื่นๆ ด้วยก็ได้เนื่องจาก ใบพืชในวงศ์ถั่วมีธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุหนึ่งในธาตุอาหารหลักของต้นไม้มากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตามพืชวงศ์ถั่วเป็นวงศ์ใหญ่มาก มีทั้งประเภทล้มลุกไปถึงต้นไม้ใหญ่ใบของต้นไม้ใหญ่เช่นต้นก้ามปู มีโครงสร้างเส้นใยที่แข็งแรงทนทานสามารถอยู่ในสภาพซึ่งนำมาใช้เป็นเครื่องปลูกได้นานด้วย อย่างไรก็ตามหากหาใบพืชวงศ์ถั่วในประเภทต้นไม้ใหญ่ไม่ได้ง่ายนัก ใบแห้งจากต้นไม้ใหญ่ชนิดอื่นอีกหลายชนิดก็สามารถใช้ได้        

          4. สำหรับการปลูกกล้วยไม้รองเท้านารีในกลุ่มชนิดซึ่งพบขึ้นตามธรรมชาติบนพื้นหินปูนผุๆ ควรนำเศษหินปูนผุ หรือเปลือกหอยเก่าๆ บดเป็นชิ้นเล็กๆ ผสมใส่ลงไปด้วย           

          5. ควรเลือกใช้เครื่องปลูกที่สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น หากสามารถนำวัสดุที่เหลือใช้นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ก็ยิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษ          

             ภาพรวมของเครื่องปลูกกล้วยไม้รองเท้านารี              ลักษณะของระบบรากและลักษณะของรากกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี ถือเป็นลักษณะพื้นฐานธรรมชาติทั่วๆ ไป เครื่องปลูกเป็นทั้งที่อยู่อาศัยที่แสวงหาอาหารและสนับสนุนการเจริญของรากทั้งระบบ ดังนั้นโครงสร้างภายในภาพรวมของเครื่องปลูกทั้งชุด ในด้านกายภาพ นับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่พึงควรได้รับการพิจารณาใน 2 ประเด็น ได้แก่1. บริเวณชั้นล่าง ไม่ว่าจะจัดการปลูกกล้วยไมลงในภาชนะปลูกลักษณะใดก็ตามต้องเน้นคุณสมบัติระบายน้ำได้ดีเป็นพิเศษ อาจมีรากเจริญมาถึงมากขึ้น หากกล้วยไม้ผ่านชีวิตซึ่งได้รับการเลี้ยงดูมาแล้วนานพอสมควร และอาจมีอาหารต้นไม้ถูกชะล้างลงมายังบริเวณนี้ได้ด้วย แต่มิใช่เป็นบริเวณซึ่งเน้นการสะสมอาหารต้นไม้เป็นหลัก สภาพเครื่องปลูกในบริเวณชั้นล่างจึงควรจัดให้มีการใช้วัสดุที่ทำให้บรรยากาศโปร่งกว่าและแข็งแรงทนทานกว่าวัสดุซึ่งจัดไว้ในส่วนชั้นบน เช่น อิฐมอญทุบเป็นก้อนขนาดปานกลาง หรือก้อนหินล้างสะอาดอย่าให้มีเศษอิฐ เศษหินเล็กๆ หรือป่นเป็นผงตกค้างอยู่ มิฉะนั้นแล้วจะก่อให้เกิดปัญหาเนื่องจากเศษละเอียดดังกล่าวมีโอกาสถูกน้ำชะลงไปสะสมปิดกั้นทางเดินน้ำอยู่ในชั้นล่างสุด2. บริเวณชั้นบน มีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นที่อยู่อาศัยที่หาอาหารและสนับสนุนการเจริญแข็งแรงของระบบรากเป็นหลัก จึงต้องคำนึงถึงสภาพทางกายภาพ คือ ไม่อุ้มน้ำมากแต่สามารถรักษาระดับความชื้นได้สม่ำเสมอ และให้อากาศถ่ายเทได้ดีพอสมควร

ภาชนะที่ใช้ปลูกกล้วยไม้รองเท้านารี

 

 

 

                  ศจ.ระพีแนะนำว่า ไม่ควรเลือกใช้กระถางขนาดใหญ่เกินอัตราส่วนที่พอเหมาะพอสมกับขนาดต้นไม้เพราะอาจทำให้มีความชื้นสูงขึ้นและทรงตัวอยู่นานรวมทั้งสภาพความเป็นกรดของเครื่องปลูกก็มีส่วนขาดสมดุลแก่รากได้ง่าย กล้วยไม้รองเท้านารีชนิดต่างๆ ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของเอเชียและลูกผสมในกลุ่มชนิดเดียวกันนี้ขนาดต้นปกติมีความเหมาะสมกับกระถางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ปากกระถางประมาณระหว่าง 4-5 นิ้วฟุตต้นกล้วยไม้ที่เตรียมไว้ปลูกก็ดี แม้ต้นซึ่งย้ายจากกระถางเดิม เมื่อใกล้ถึงกำหนดจะต้องย้ายปลูกใหม่ก็ดีควรตัดรากที่หมดสภาพออกเสียบ้าง หากพบว่ามีการเติบโตเป็นกอใหญ่ก็ควรแยกออกให้เหลือประมาณกอละ 2-3 หน่อเนื่องจากกล้วยไม้รองเท้านารีถือหลักการเจริญเติบโต เช่นเดียวกับแคทลียาและหลาย ก่อนตัดแยกควรสังเกตว่าแต่ละกอซึ่งหากแยกออกจากกันแล้ว ควรมีด้านหนึ่งซึ่งหมายถึงหน่อที่เจริญออกมาภายหลังปรากฏอยู่ด้วย ลักษณะกอดังกล่าวจะมีพลังในตัวเองที่สามารถออกรากใหม่และแตกหน่อใหม่ได้เร็วยิ่งขึ้น ระบบรากส่วนใหญ่ควรอยู่ในส่วนซึ่งเป็นชั้นบนของเครื่องปลูกซึ่งมีอินทรียวัตถุเป็นส่วนผสมหลักก่อนปลูกควรใส่อิฐหรือหินซึ่งเตรียมไว้สำหรับใช้ในชั้นล่างลงไปก่อนประมาณ 3 ใน 10 ของความลึกของกระถาง ควรปลูกกล้วยไม้ให้ระบบรากหยั่งลงอยู่ภายในส่วนซึ่งเป็นชั้นเครื่องปลูกชั้นบนซึ่งมีส่วนผสมอินทรียวัตถุดังกล่าว วางต้นกล้วยไม้ให้ระบบรากหยั่งลงด้านล่างคะเนดูว่าเมื่อใส่เครื่องปลูกชั้นบนลงแล้วผิวหน้าจะพอดีหรือสูงกว่าระดับระหว่างโคนต้นกับรากเล็กน้อย อย่าให้เครื่องปลูกกลบโคนต้นมากเกินไป เนื่องจากหลังการรดน้ำอาจอุ้มความชื้นไว้นานมากเกินควร ทำให้เน่าได้ง่ายระดับผิวหน้าของเครื่องปลูกชั้นบน ควรต่ำกว่าขอบกระถางเล็กน้อยไม่เพียงเพื่อความสวยงามจากภาพสะท้อนที่ได้สัดส่วนเท่านั้น เนื่องจากหากมีระดับต่ำกว่ามาก จะทำให้เครื่องปลูกชั้นบนสะสมความชื้นที่ส่วนผิวหน้าไว้นานเกินควร ทำให้ต้นและรากเน่าได้ง่ายเช่นกันด้านการใช้ประโยชน์โดยทั่วไปนิยมนำต้นรองเท้านารีที่กำลังมีดอกไปใช้ตั้งประดับในอาคารสถานที่หรือให้กันเป็นของขวัญ บางคนนิยมกระถางซึ่งมีลักษณะเป็นธรรมชาติ จึงใช้กระถางที่เป็นเนื้อดินเผาธรรมดา ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะรสนิยมที่ค่อนข้างลึกซึ้ง บางคนนิยมนำไปสวมลงในกระถางไม้แกะสลัก กระถางเซรามิคลักษณะและสีสันต่างๆ บางคนก็นิยมนำไปสวมลงในภาชนะเครื่องจักสานงานฝีมือซึ่งสะท้อนศิลปะลักษณะต่างๆ สุดแล้วแต่ความคิดและรสนิยมของแต่ละบุคคลอย่างไรก็ตาม การปลูกลงกระถาง ควรคำนึงถึงอีกด้านหนึ่งคือ สภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนที่จะใช้เป็นที่เก็บรักษาและทำนุบำรุงด้วยอีกลักษณะหนึ่งของการปลูกและใช้ภาชนะปลูกคือ ปลูกบนโต๊ะซึ่งใช้ไม้ระแนงตีเป็นช่องห่างระหว่างกันพอสมควรทั้งในด้านที่เป็นพื้นและที่เป็นขอบโต๊ะกล้ายกระบะ การเว้นช่องระหว่างไม้ระแนงไว้ก็เพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดีและอากาศผ่านได้สะดวก ด้านในทั้งพื้นและฝาสี่ด้านบุด้วยตะแกรงไนลอนเพื่อป้องกันมิให้ชิ้นส่วนเครื่องปลูกรั่วไหลออกได้แต่ให้น้ำและอากาศสามารถผ่านได้สภาพดังกล่าวสามารถรองรับการปลูกกล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูลให้เจริญงอกงามเป็นกอใหญ่ออกดอกได้ดี และเมื่อมีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติและติดฝักจนถึงฝักแก่ เมล็ดซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปบนพื้นผิวเครื่องปลูกยังสามารถงอกเป็นต้นเล็กๆ ได้เองทั้งๆ ที่การเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารี ด้วยระบบวิทยาศาสตร์ต้องกระทำพิเศษไปจากการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ทั่วๆ ไปวิธีปลูกบนโต๊ะที่มีลักษณะคล้ายกระบะ ซึ่งเป็นเทคนิคของสวนกล้วยไม้ คุณประคอง พิมพ์สมาน ถนนเพชรเกษม ซอย 73 พบว่าการปลูกบนโต๊ะมีข้อจำกัดอยู่ว่าไม่อาจนำไปตั้งประดับในที่ต่างๆ ได้ คงเป็นเจตนารมณ์ของเจ้าของที่สนใจทดลองปลูกไว้เพื่อประดับสวน และอาจเลยไปถึงการใช้ผสมพันธุ์ก็ได้อีกลักษณะหนึ่งคือ การใช้กระบะ ทำด้วยไม้หรือพลาสติกเป็นภาชนะปลูกซึ่งฝาสี่ด้านเจาะรูโปร่งๆ ไว้อย่างทั่วถึง เมื่อปลูกกล้วยไม้รองเท้านารีแล้วสามารถยกเคลื่อนที่ไปวางที่ไหนก็ได้ วิธีปลูกลักษณะนี้นิยมใช้กันในสวนซึ่งมีการผสมพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี แม้ในประเทศต่างๆ ซึ่งมีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดปลูกลงกระบะด้วยหลักการเดียวกันกับการปลูกกล้วยไม้เล็กๆ ลงกระถางหลังจากการนำออกมาจากขวด ซึ่งเรียกกันว่า กระถางหมู่ (community pot) การใช้เครื่องปลูกก็ใช้ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในกล้วยไม้รองเท้านารีทั่วๆ ไป แต่อาจประณีตละเอียดกว่าบางรายมีปริมาณการปลูกมากๆ ทิ้งไว้ให้เติบโตในกระบะภายในสวนจนกระทั่งออกดอกก็มีเนื่องจากรองเท้านารีเป็นกล้วยไม้ซึ่งในธรรมชาติไม่ชอบน้ำมากและไม่ชอบอยู่ท่ามกลางสภาพความชื้นนานๆ ดังนั้นการปลูกเลี้ยงรองเท้านารีในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย จึงนิยมปลูกลงกระถางตั้งไว้บนโต๊ะ ซึ่งมีระดับความสูงจากพื้นดินเล็กน้อย ไม่ว่าจะปลูกลงกระถางหรือกระบะ สำหรับโรงเรือนที่มีหลังคากรองแสงแดดระดับหนึ่งแล้ว ก็ควรมีพลาสติกคลุมไว้เหนือบริเวณที่ปลูกเพื่อป้องกันฝนและสามารถควบคุมระดับความชื้นได้และจะส่งผลให้การปลูกบังเกิดผลดีที่สุดด้วย